Sunday, November 17, 2019
ธุรกิจในเครือสมาคม BCSCP

“จ้างคนไปเที่ยว ที่เดียวในโลก” รับจ้างเที่ยว “เที่ยวฟรี มีเงินใช้”

A plane takes off from the besieged Suvarnabhumi international airport in Bangkok on December 01, 2008. Anti-government protesters have allowed 37 empty airliners to leave Bangkok's besieged main airport after agreeing to a request by Thai authorities. A total of 88 aircraft had been stranded at Suvarnabhumi international airport since demonstrators stormed the terminal and forced it to close last Tuesday, an Airports of Thailand spokeswoman said. AFP PHOTO / Saeed KHAN
593views

“จ้างคนไปเที่ยว ที่เดียวในโลก” รับจ้างเที่ยว “เที่ยวฟรี มีเงินใช้”

“จ้างคนไปเที่ยว ที่เดียวในโลก”

เมื่อ 4-5 ปีก่อนหลายคนคงเคยได้ยินประโยคเด็ด และเป็นสโลแกนที่บริษัททัวร์แห่งหนึ่งนำมาใช้สำหรับเป็นเมสเซสในสื่อโฆษณาที่ว่า “จ้างคนไปเที่ยว ที่เดียวในโลก”

ในห้วงเวลานั้นกลยุทธ์ “จ้างคนไปเที่ยว” ของบริษัททัวร์แห่งนี้นับว่าเป็นรูปแบบการตลาดที่ใช้ได้ผลมาก เพราะนอกจากจะเป็นอะไรที่แปลกใหม่แล้ว ยังเป็นช่วงที่กลยุทธ์ “การบอกต่อ” กำลังฮิต กระแสโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไอจี ยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนในยุคนี้

ตอนนั้นผู้เขียนได้พูดคุยกับ ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” หรือ โกเล็ก ซีอีโอ มัณดาวีต์ ทัวร์ และ มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดกระบี่ เจ้าของสโลแกน เล่าให้ฟังว่า กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการขายแพ็กเกจทัวร์ราคาถูกแบบสุด ๆ ซึ่งหากคำนวณตามตรรกะทางคณิตศาสตร์ “ขาดทุน” แน่นอน

“ตอนโรงแรมมัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่ เปิดให้บริการราวปี 2554 ในปีแรกที่เปิดนั้นแทบไม่มีคนมาพักเลย มีอัตราการเข้าพักเพียงแค่ 7-8% ปีต่อมาผมจึงคิดกลยุทธ์ จ้างคนไปเที่ยวออกมา ด้วยการยอมขายในราคาขาดทุน และแถมพ็อกเกตมันนี่ให้คนที่เข้ามาพักอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้คนได้ทดลองมาใช้บริการและได้รู้ได้เห็นว่าโรงแรมเราเป็นอย่างไร แล้วนำไปบอกต่อให้กับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรู้จัก” โกเล็กเล่า

โดยคิดว่าเงินที่เขานำมาเป็นค่าพ็อกเกตมันนี่จ้างคนไปเที่ยวนั้นถือเป็นงบการตลาดและงบโฆษณาประชาสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง พร้อมกับมองว่าในเวลานั้น หากผู้ประกอบการเป็นรายเล็ก การซื้อโฆษณาผ่านสื่อมันหวังผลได้ยากมาก

ซึ่งหลังจากที่ “โกเล็ก” ใช้กลยุทธ์ “จ้างคนไปเที่ยว” ได้เพียงแค่ปีเดียว ปรากฏว่าโรงแรมของเขามีอัตราการเข้าพักถึงกว่า 80%

ล่าสุด “นกสกู๊ต” สายการบินโลว์คอสต์ที่ให้บริการเส้นทางบินระยะกลางและระยะไกลได้ประกาศเปิดเส้นทางบินใหม่ บินตรงจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ สู่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น วันละ 1 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป

พร้อมทั้งคาดหวังว่าเส้นทางการบินระหว่างกรุงเทพฯ-สนามบินนาริตะ จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ “นกสกู๊ต” เติบโตได้ตามเป้าหมาย หรือมีรายได้รวมสำหรับปี 2561 นี้ถึง 1 หมื่นล้านบาท (จากปี 2560 ที่มีรายได้ 5,600 ล้านบาท) เพราะมองว่าตลาดญี่ปุ่นแม้จะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงแต่ก็เป็นเส้นทางที่มีความต้องการเดินทางบนเส้นทางนี้ที่สูงเช่นกัน

และด้วยความเป็น “น้องใหม่” ในตลาดญี่ปุ่น (ไทยแอร์เอเชียนำหน้าไปก่อนแล้ว) นอกจากกลยุทธ์ด้านราคา “ตั๋วโปรโมชั่น” เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวเส้นทางใหม่ในราคาที่นั่งชั้นประหยัดเริ่มต้นเพียง 2,777 บาทต่อเที่ยวบิน รวมภาษีแล้ว “นกสกู๊ต” จึงคิดค้นมาร์เก็ตติ้งแคมเปญที่แปลกใหม่ออกเสริมอีก

แคมเปญแปลกใหม่ที่ว่านี้คือ รับสมัครงาน ! ตำแหน่ง “นักเที่ยวญี่ปุ่น” ภายใต้แคมเปญ “โตเกียว เที่ยวฟรี มีเงินใช้” พร้อมระบุคุณสมบัติไว้ว่า “ไม่เกี่ยง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ขอแค่กล้า และมีแพสชั่น !” โดยค่าตอบแทนคือ ตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ กรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะ) 2 ใบ พร้อมค่าจ้างเที่ยว 15,000 บาท

โดยขั้นตอนการสมัครงานคือ ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2561 นี้ “นกสกู๊ต” จะเปิดรับสมัคร “นักเที่ยวญี่ปุ่น” ให้เข้ามาสมัคร พร้อมทำคลิปวิดีโอเรื่องราว แรงบันดาลใจที่อยากเดินทางไปเที่ยวญีปุ่น หรือทำไมถึงอยากเดินทางไปกับนกสกู๊ต แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กของตัวเอง จากนั้นทีมงานจะทำการคัดเลือกนักเที่ยวญี่ปุ่นมาจำนวน 10 คน

ในจำนวน 10 คนนี้จะได้รับตั๋วโดยสาร ไป-กลับ กรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น (นาริตะ) คนละ 2 ใบ ให้เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น และยังแถมเงินให้ไปใช้ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวอีกคนละ 15,000 บาท

“ยอดชาย สุทธิธนกูล” ซีอีโอสายการบินนกสกู๊ต บอกว่า เขาคาดหวังว่าแคมเปญดังกล่าวนี้จะเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ทดลองไปเที่ยวและเกิดการเดินทางซ้ำ

ในมุมมองผู้เขียน แคมเปญรับสมัครงานตำแหน่ง “นักเที่ยวญี่ปุ่น” ของนกสกู๊ตนั้นไม่ต่างจากแคมเปญ “จ้างคนไปเที่ยว” ของมัณดาวีต์นัก เจ้าหนึ่งยอมขาย “ขาดทุน”แล้วเอางบการตลาดมาโปะ ส่วนอีกเจ้าให้ฟรี ๆ แถมให้เงินไปเที่ยวด้วย

แต่ผลสุดท้ายทั้ง 2 แคมเปญนี้เหมือนกันตรงที่คาดหวังว่าจะมีคนหันมา “ทดลองใช้”เพราะเชื่อว่าเมื่อเขาเคยมาใช้แล้วเกิดความประทับใจ กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะเกิดการใช้ซ้ำ ที่สำคัญเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้เมื่อกลับมาแล้วก็จะบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นและบริการของนกสกู๊ตผ่านเฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ต่อไปด้วย

นับเป็นการเฟ้นหากลยุทธ์การตลาดใหม่ ๆ ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุค 4.0 ได้อย่างลงตัวอีกรูปแบบหนึ่งที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง…

แหล่งที่มา : Click

ติดตามข่าวสารผู้ก่อตั้งโครงการได้ที่
คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก
🌐 https://prasitjeawkok.com

Leave a Response